おまかせMEO

ขั้นตอนการลงทะเบียน Google Business Profile: อธิบายแยก 2 กรณี (มีอยู่บนแผนที่แล้ว กับ ยังไม่มี)

August 25, 2026

ขั้นตอนการลงทะเบียน Google Business Profile: อธิบายแยก 2 กรณี (มีอยู่บนแผนที่แล้ว กับ ยังไม่มี)

บทนำ

เวลามองหาร้าน คนส่วนใหญ่จะเริ่มจากการค้นหาใน Google แล้วดูข้อมูลร้านที่แสดงขึ้นมาพร้อมกับแผนที่ ก่อนจะตัดสินใจว่า “ไปที่นี่แหละ” และสิ่งที่เป็นต้นทางของข้อมูลร้านที่แสดงในตอนนั้น ก็คือ Google Business Profile (เดิมคือ Google My Business) นั่นเอง

การลงทะเบียนทำได้ฟรี และหากใช้ให้ดี ก็จะกลายเป็นรากฐานของการดึงลูกค้าผ่านแผนที่ (การทำ MEO) ในทางกลับกัน เราก็ได้รับคำปรึกษาอยู่ไม่น้อยว่า “อยากลงทะเบียน แต่ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”

บทความนี้จะอธิบายขั้นตอนการลงทะเบียน Google Business Profile ไปทีละขั้น โดยแบ่งเป็น 2 กรณี คือ กรณีที่ร้านแสดงอยู่บน Google Maps อยู่แล้ว กับ กรณีที่ยังไม่แสดง พร้อมทั้งแนะนำสิ่งที่ควรทำหลังลงทะเบียนไว้ด้วย ผู้ที่กำลังจะเริ่มต้นสามารถใช้เป็นแนวทางได้เลย


1. ทำความเข้าใจภาพรวมของการลงทะเบียน

1.1 ขั้นตอนคร่าว ๆ ของการลงทะเบียน

ก่อนจะลงลึกไปที่การกดหน้าจอทีละขั้น เรามาจับภาพรวมกันก่อน สิ่งที่ต้องทำแบ่งใหญ่ ๆ ได้เป็น 4 อย่างต่อไปนี้

  • เตรียมบัญชี Google

  • ตรวจสอบว่าร้านของตัวเองอยู่บน Google Maps แล้วหรือยัง

  • ลงทะเบียนข้อมูลร้าน (ถ้ามีอยู่แล้วให้ยืนยันความเป็นเจ้าของ ถ้ายังไม่มีให้สร้างใหม่)

  • ดำเนินการยืนยันจาก Google (การยืนยันความเป็นเจ้าของ) ให้เสร็จสมบูรณ์

ตัวงานกรอกข้อมูลใช้เวลาราว 10 นาทีก็เสร็จ แต่การยืนยันความเป็นเจ้าของในขั้นสุดท้ายนั้น จำนวนวันที่ใช้จะต่างกันไปตามวิธีที่เลือก จึงแนะนำให้ เผื่อเวลาและเริ่มลงมือแต่เนิ่น ๆ

1.2 วิธีลงทะเบียนมี 2 กรณี

หลายคนอาจไม่ทราบ แต่ข้อมูลร้านบน Google Maps นั้น แม้เจ้าของจะไม่ได้ลงทะเบียนเอาไว้ ก็อาจถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัติจากข้อมูลที่ Google รวบรวมมาเอง หรือจากการมีส่วนร่วมของผู้ใช้

ด้วยเหตุนี้ ขั้นตอนการลงทะเบียนจึงแยกออกเป็น 2 กรณีดังนี้

  • กรณีที่ร้านแสดงอยู่บนแผนที่แล้ว: ทำ “การยืนยันความเป็นเจ้าของ” กับโปรไฟล์ที่มีอยู่ (ดูหัวข้อที่ 4 ของบทความนี้)

  • กรณีที่ยังไม่แสดง: สร้างโปรไฟล์ขึ้นใหม่ (ดูหัวข้อที่ 5 ของบทความนี้)

ร้านของคุณเข้าข่ายกรณีไหน สามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธีในหัวข้อที่ 3


2. เตรียมบัญชี Google ที่จะใช้ลงทะเบียน

การลงทะเบียนและจัดการ Google Business Profile ต้องใช้บัญชี Google โดยจะใช้บัญชี Gmail ที่ใช้อยู่เป็นประจำก็ได้

อย่างไรก็ตาม หากจะดำเนินการในฐานะร้านค้า เราแนะนำให้ สร้างบัญชีสำหรับธุรกิจขึ้นใหม่โดยเฉพาะ เหตุผลหลักมี 2 ข้อ

  • หากนำบัญชีส่วนตัวมาใช้ เมื่อคนคนนั้นย้ายงานหรือลาออก การจัดการโปรไฟล์ก็จะลอยเคว้งไปด้วย

  • กรณีที่ดูแลกันหลายคน การใช้บัญชีเฉพาะเป็นแกนกลาง แล้วให้สิทธิ์แก่บัญชีของพนักงานแต่ละคน จะเพิ่มหรือลบสิทธิ์ได้ง่ายกว่า

โดยเฉพาะกรณีที่สิทธิ์การจัดการยังค้างอยู่ในบัญชีของคนที่ลาออกไปแล้ว ก็กลายเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยด้วย หากออกแบบตั้งแต่แรกว่า “ลงทะเบียนด้วยบัญชีสำหรับธุรกิจ แล้วค่อยให้สิทธิ์แก่คนที่จำเป็นเป็นรายบุคคล” การจัดการในภายหลังก็จะง่ายขึ้นมาก


3. ตรวจสอบว่าร้านของตัวเองอยู่บน Google Maps หรือไม่

ก่อนเข้าสู่งานลงทะเบียน ให้ตรวจสอบก่อนว่าข้อมูลร้านของคุณมีอยู่บนแผนที่แล้วหรือยัง วิธีนั้นง่ายมาก แค่ค้นหาชื่อร้านของตัวเองใน Google หรือ Google Maps เท่านั้น

3.1 ค้นหาชื่อร้านด้วย Google Search

ลองค้นหา “ชื่อร้าน (+ ชื่อพื้นที่)” ใน Google ดู หากมีโปรไฟล์อยู่แล้ว จะมีกรอบข้อมูล (Knowledge Panel) ที่รวมชื่อร้าน ที่อยู่ เวลาทำการ ฯลฯ แสดงขึ้นทางด้านขวาของผลการค้นหา (บนสมาร์ตโฟนจะอยู่ด้านบน)

3.2 ค้นหาชื่อร้านใน Google Maps

อีกวิธีคือค้นหาชื่อร้านในแอปหรือเว็บไซต์ Google Maps หากมีหมุดปักขึ้นบนแผนที่และแสดงรายละเอียดของร้าน ก็แสดงว่ามีโปรไฟล์อยู่แล้ว

3.3 วิธีดูว่ายืนยันความเป็นเจ้าของไปแล้วหรือยัง

แม้จะมีโปรไฟล์อยู่ ก็ไม่ได้แปลว่ามีการยืนยันความเป็นเจ้าของแล้วเสมอไป วิธีดูคือ ลองคลิก “คุณเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ใช่ไหม” (ใน Google Maps จะเขียนว่า “อ้างสิทธิ์ธุรกิจนี้”) ที่อยู่ในข้อมูลร้าน

ถ้าคลิกแล้วเข้าสู่ขั้นตอนการยืนยันความเป็นเจ้าของได้เลย ก็แสดงว่ายังไม่มีใครยืนยัน ให้ดำเนินการตามขั้นตอนในหัวข้อที่ 4 ในทางกลับกัน หากขึ้นข้อความทำนองว่า “โปรไฟล์ธุรกิจนี้อาจมีผู้ใช้รายอื่นดูแลอยู่” ก็แสดงว่ามีคนยืนยันความเป็นเจ้าของไปแล้ว หากนึกไม่ออกว่าเป็นใคร ก็อาจเป็นผู้รับผิดชอบคนก่อนหรือบริษัทที่รับทำเว็บไซต์เป็นผู้ลงทะเบียนไว้ ลองสอบถามภายในองค์กรและคู่ค้าดู และหากจำเป็นต้องเข้าไปจัดการ ก็สามารถขอสิทธิ์การเข้าถึงจากเจ้าของปัจจุบันได้ตามคำแนะนำบนหน้าจอ


4. เริ่มจัดการร้านที่อยู่บนแผนที่อยู่แล้ว (การยืนยันความเป็นเจ้าของ)

หากมีโปรไฟล์อยู่แล้ว ให้ดำเนินการเป็นเจ้าของโปรไฟล์เดิม แทนที่จะสร้างขึ้นใหม่ เพราะหากสร้างซ้ำซ้อน ข้อมูลจะกลายเป็นสองชุดและยิ่งจัดการยากขึ้น จึงต้องระวังจุดนี้

4.1 เปิดข้อมูลร้านในขณะที่ล็อกอินบัญชี Google อยู่

ในสถานะที่ล็อกอินบัญชี Google ที่เตรียมไว้ในหัวข้อที่ 2 แล้ว ให้เปิดข้อมูลร้านของตัวเองจาก Google หรือ Google Maps

4.2 คลิก “คุณเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ใช่ไหม”

คลิก “คุณเป็นเจ้าของธุรกิจนี้ใช่ไหม” (ใน Google Maps คือ “อ้างสิทธิ์ธุรกิจนี้”) ที่อยู่ในข้อมูลร้าน แล้วดำเนินการตามคำแนะนำบนหน้าจอ เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเริ่มจัดการ

4.3 เลือกวิธียืนยันความเป็นเจ้าของ

เลือกวิธีสำหรับยืนยันว่าคุณเป็นผู้ดำเนินกิจการร้านนั้นจริง ๆ ตัวเลือกที่แสดงขึ้นจะต่างกันไปตามประเภทธุรกิจและสถานการณ์ แต่หลัก ๆ มีดังต่อไปนี้

  • รับรหัสยืนยันทางโทรศัพท์หรือ SMS

  • รับรหัสยืนยันทางอีเมล

  • ส่งวิดีโอที่ถ่ายภายนอกร้าน ภายในร้าน หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ

  • รับรหัสยืนยันทางไปรษณียบัตร

หากเลือกโทรศัพท์หรือ SMS ได้ ก็จะรับรหัสได้ทันทีจึงเสร็จเร็วที่สุด ส่วนกรณีไปรษณียบัตร จะใช้เวลาราว 1–2 สัปดาห์กว่าจะมาถึง และรหัสยืนยันที่ระบุไว้มีอายุ 30 วัน นอกจากนี้ หากเปลี่ยนข้อมูลอย่างชื่อธุรกิจหรือที่อยู่ในระหว่างที่รอไปรษณียบัตร อาจต้องเริ่มการยืนยันใหม่ จึงควรรอโดยไม่เปลี่ยนข้อมูลจนกว่าจะได้รับ

4.4 จัดระเบียบข้อมูลธุรกิจ

เมื่อยืนยันความเป็นเจ้าของเสร็จแล้ว ก็จะแก้ไขข้อมูลร้านจากหน้าจัดการได้ โปรไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยอัตโนมัตินั้น บางครั้งข้อมูลอาจเก่าหรือผิดพลาด ให้ตรวจสอบเวลาทำการ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เว็บไซต์ ฯลฯ ให้ครบถ้วน แล้วแก้ไขให้ตรงกับความเป็นจริง


5. ลงทะเบียนร้านที่ยังไม่มีบนแผนที่ตั้งแต่ต้น (การสร้างใหม่)

หากค้นหาแล้วไม่พบโปรไฟล์ ก็ให้สร้างขึ้นใหม่ เข้าไปที่หน้าอย่างเป็นทางการของ Google Business Profile แล้วเริ่มลงทะเบียนจาก “เริ่มเลย”

5.1 กรอกชื่อธุรกิจและหมวดหมู่

ในหน้าจอแรก ให้กรอกชื่อร้านหรือชื่อกิจการ และหมวดหมู่ธุรกิจ สิ่งที่ต้องระวังเรื่องชื่อคือ กรอกเฉพาะชื่อร้านจริงให้ถูกต้องเท่านั้น การเติมคำค้นหาอย่าง “ชื่อพื้นที่ + ประเภทธุรกิจ” เข้าไปในชื่อร้านถือเป็นการละเมิดหลักเกณฑ์ และเป็นสาเหตุให้โปรไฟล์ถูกระงับได้

ส่วนหมวดหมู่ ให้เลือกอันที่ใกล้เคียงกับเนื้อหาของกิจการมากที่สุด เป็นรายการสำคัญที่ส่งผลว่าจะแสดงขึ้นในการค้นหาแบบใด แต่ก็สามารถเปลี่ยนหรือเพิ่มได้ภายหลัง จึงเลือกอันที่ตรงกับธุรกิจหลักไปก่อนได้เลย

5.2 เลือกว่ามีหน้าร้านหรือไม่

เลือกว่ามีหน้าร้านหรือสำนักงานที่ผู้ใช้สามารถเดินทางมาได้จริงหรือไม่ หากเลือกว่ามีหน้าร้าน ที่อยู่ก็จะแสดงขึ้นบนแผนที่

5.3 กรอกที่อยู่

กรอกที่อยู่ของร้าน ที่อยู่นี้จะถูกใช้ทั้งในการยืนยันความเป็นเจ้าของและการแสดงผลการค้นหา จึงต้องกรอกให้ ถูกต้องไปจนถึงชื่ออาคารและชั้น

5.4 เลือกว่ามีบริการจัดส่งสินค้าหรือบริการนอกสถานที่หรือไม่

เลือก “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” ว่ามีบริการจัดส่งสินค้า หรือบริการนอกสถานที่ถึงบ้านหรือที่ทำงานหรือไม่ หากเป็นการให้บริการเฉพาะที่หน้าร้าน ให้เลือก “ไม่ใช่” แล้วไปยังขั้นตอนถัดไป

หากมีบริการจัดส่งสินค้าหรือบริการนอกสถานที่ ให้ค้นหาและเพิ่มพื้นที่ที่ให้บริการ (จะข้ามก็ได้) พื้นที่ที่เพิ่มเข้าไปจะแสดงบนโปรไฟล์ จึงควรเลือกเฉพาะขอบเขตที่รองรับได้จริง ส่วนนี้ก็เปลี่ยนหรือเพิ่มภายหลังได้เช่นกัน

5.5 กรอกข้อมูลการติดต่อ

กรอกเบอร์โทรศัพท์และ URL ของเว็บไซต์ นอกจากจะเป็นช่องทางให้ผู้ใช้ติดต่อสอบถามแล้ว ยังเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินความถูกต้องด้วย จึงควรกรอกสิ่งที่ใช้อยู่จริงให้ถูกต้อง

5.6 ทำการยืนยันความเป็นเจ้าของ

ขั้นสุดท้าย ให้ทำการยืนยันความเป็นเจ้าของด้วยวิธีเดียวกับข้อ 4.3 เมื่อยืนยันเสร็จสมบูรณ์ โปรไฟล์ก็จะใช้งานได้อย่างเป็นทางการ และแก้ไขข้อมูลจากหน้าจัดการได้


6. จุดที่มักสะดุดในการลงทะเบียน (คำถามที่พบบ่อย)

6.1 ไปรษณียบัตรไม่มาถึง

หากเลยกำหนดโดยประมาณแล้วไปรษณียบัตรยังไม่มาถึง อันดับแรกให้ตรวจสอบว่าที่อยู่ที่กรอกไว้มีข้อผิดพลาดหรือไม่ หากไม่มีปัญหา ก็ให้ขอส่งรหัสยืนยันใหม่ หรือติดต่อฝ่ายสนับสนุนจากศูนย์ช่วยเหลือ Google Business Profile

6.2 ทำรหัสยืนยันหาย

หากทำไปรษณียบัตรที่ได้รับหาย ก็สามารถขอรหัสยืนยันใหม่จากหน้าจัดการได้ ให้ดำเนินการใหม่ด้วยรหัสที่ส่งมาให้อีกครั้ง

6.3 รหัสยืนยันหมดอายุ

รหัสยืนยันมีอายุ 30 วัน รหัสที่เลยกำหนดแล้วจะใช้ไม่ได้ กรณีนี้ก็ให้ขอรหัสใหม่อีกครั้งเช่นกัน

6.4 อยากเปลี่ยนข้อมูลระหว่างที่รอไปรษณียบัตร

หากเปลี่ยนชื่อธุรกิจ ที่อยู่ หรือหมวดหมู่ ฯลฯ ระหว่างการยืนยันความเป็นเจ้าของ การยืนยันอาจเป็นโมฆะและต้องเริ่มใหม่ ถึงจะเจอจุดที่อยากแก้ ก็ควรรอโดยไม่เปลี่ยนจนกว่าการยืนยันจะเสร็จสมบูรณ์


7. สามสิ่งที่ควรลงมือทำหลังลงทะเบียน

การลงทะเบียนไม่ใช่เส้นชัย แต่เป็นจุดเริ่มต้น โปรไฟล์ที่เพียงแค่สร้างไว้เฉย ๆ จะได้ผลน้อย ต้องค่อย ๆ บ่มเพาะจึงจะนำไปสู่การดึงลูกค้าได้ หลังลงทะเบียนแล้ว ให้เริ่มลงมือกับ 3 ข้อต่อไปนี้ก่อน

  • ลงรูปภาพ: ถ่ายรูปภายนอกร้าน ภายในร้าน และสินค้าด้วยตัวเองแล้วนำมาลง การมีหรือไม่มีรูปทำให้ความรู้สึกที่ผู้ใช้ได้รับต่างกันอย่างมาก

  • ส่งข้อมูลใหม่ ๆ ออกไป: ใช้ฟีเจอร์โพสต์เพื่อประกาศเรื่องอย่างการเปลี่ยนเวลาทำการหรือแคมเปญ เพื่อให้ข้อมูลใหม่อยู่เสมอ

  • ตอบกลับรีวิว: รีวิวที่ได้รับมา ให้ตอบทีละรายการตามเนื้อหา หลีกเลี่ยงการใช้ข้อความสำเร็จรูปซ้ำ ๆ

การสั่งสมการดูแลในแต่ละวันเช่นนี้ จะช่วยเพิ่มการมองเห็นในการค้นหาบนแผนที่ (MEO) ให้สูงขึ้น


ส่งท้าย

การลงทะเบียน Google Business Profile ทำได้ฟรี และถ้ารู้ขั้นตอนแล้วก็ไม่ใช่เรื่องยาก จุดสำคัญคือ ให้ตรวจสอบก่อนว่าร้านของตัวเองอยู่บนแผนที่แล้วหรือยัง ถ้ามีอยู่แล้วก็ยืนยันความเป็นเจ้าของ ถ้ายังไม่มีก็สร้างใหม่ อย่าเลือกทางแยกนี้ผิด

เมื่อลงทะเบียนเสร็จแล้ว ก็ทำ 3 อย่างคือ รูปภาพ โพสต์ และการตอบกลับรีวิว ไปเรื่อย ๆ อย่างสม่ำเสมอ นั่นคือทางลัดที่สุดในการบ่มเพาะโปรไฟล์ให้พาลูกค้าเข้ามาผ่านแผนที่